Chrisette Michele เสียงที่เป็นเอกลักษณ์นี้กลับมาแล้ว!
posted on 11 Jun 2009 14:23 by groovybeeฉัน-ผู้ตอนนี้อยู่ในเสื้อคลุมและถุงเท้าใส่นอน- ไม่เคยรู้สึกหนาวกายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ช่วงที่ผ่านมาเหมือนชีวิตจะเริ่มเข้าที่เข้าทางอย่างที่มันควรจะเป็น แต่ความเศร้าเพื่อนเก่าก็แวะเวียนกลับมาเยี่ยมเยียนราวกับคิดถึง ฉันดื่มน้ำเพื่อล้างความขมในความรู้สึกและซุกตัวในมุมของห้องเล็กๆในค่ำคืนอันเย็นยะเยือกของเมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย
ฉันรู้สึกว่าทักษะการเขียนของตัวเองเริ่มจะฝืด ตั้งแต่ต้องมาพยายามเขียนภาษาอังกฤษส่งงาน ก่อนที่จะเขียนคอลัมน์นี้ ฉันลองกลับไปเปิดดูบล็อกที่ปล่อยทิ้งร้างไว้นานสักสามสี่เดือนเห็นจะได้ แล้วก็เพิ่งนึกได้ว่า ศิลปินคนแรกที่ฉันเคยเขียนถึงลงในบล็อก ก็คือ Chrisette Michele คนนี้นี่เอง ในยามนั้น ฉันผู้คล้ายจะเสพติดความเจ็บปวดจากความรัก ใช้ เพลงชุดแรก (ชุด I am) ของ Chrisette มาช่วยรักษาตัวเองให้ทุเลา ขณะนี้ ความรักของฉันก็มีเรื่องมาให้เศร้าอีกครั้ง (อีกแล้ว!) ประกอบกับเป็นจังหวะที่ Chrisette Michele ออกอัลบั้มชุดที่สองพอดิบพอดี อัลบั้มชุด Epiphany นี้ เลยกลายเป็น เทอราปี้ ตัวใหม่ของฉันไปโดยปริยาย
อัลบั้ม I am ที่ออกมาในปี 2007 นั้น เป็นหนึ่งในอัลบั้มสุดโปรดตลอดกาลของฉัน ทำให้ครั้งแรกที่ฉันได้ฟังอัลบั้มชุด Epiphany เกิดความรู้สึกขัดใจเล็กน้อยเพราะนำมาเปรียบเทียบกับสไตล์ที่ต่างไปจากเดิม ชุดใหม่นี้มีความเป็นป๊อปมากขึ้น เริ่มเข้าใกล้ความเป็นตลาดมากขึ้น ทำให้ฉีกรูปแบบออกไปจากอัลบั้มเดิมไปบ้าง แต่ด้วยน้ำเสียงและการถ่ายทอดของคริสเซ็ทแล้ว ฟิลอย่างงที่เราเคยรัก ก็ยังคงเต็มเปี่ยมอยู่ในเพลงเสมอ ในอัลบั้มชุดที่แล้ว เธอเลือกที่จะเขียนเพลงเองหมดทุกเพลง ชุดนี้ ด้วยอยากได้ความแตกต่างและสีสันที่แปลกใหม่ เธอจึงเชิญ Ne-Yo มาช่วยเขียนเพลงให้หลายเพลงในอัลบั้ม และร่วมเป็นโปรดิวเซอร์ด้วยกันในชุดนี้อีกด้วย พอเริ่มฟังไปฟังมา รู้ตัวอีกที ก็หลงรักอัลบั้มชุดนี้ไปเสียแล้ว
อัลบั้มชุดนี้ถึงจะมีซาวด์และลุคที่แตกต่าง แต่ก็ยังมาจากค่ายเดิมซึ่งก็คือ Def Jam Recording คริสเซ็ทลงทุนสะบั้นผมให้สั้นทันสมัย แต่งหน้าด้วยโทนที่จัดจ้านกว่าเดิม ให้ลุคสาวเปรี้ยวในยุคสมัยใหม่ ขัดกับลุคสาวหวานที่เธอเคยเป็นมาตลอด เธอกล่าวว่าเพลงในอัลบั้มนี้เกิดมาจากการเติบโตแล้วเรียนรู้ในเรื่องความสัมพันธ์ ที่ผ่านๆมาในชีวิต สังเกตว่ามีเพลงเลิกราค่อนข้างเยอะ บางเพลงฟังแล้วสะใจ บางเพลงฟังแล้วร้องไห้ บางเพลงฟังแล้วก็ได้แต่ทำหน้าละเหี่ยให้กับความรัก - แต่ฉันยอมรับว่า - ฉันรักเพลงเหล่านี้หมดหัวใจ
เพลงที่มีชื่อเดียวกับอัลบั้มและเป็นซิงเกิ้ลแรกอย่าง Epiphany เป็นเพลงที่มีบีทโยกๆ ประกอบกับเสียงเปียโนที่เก๋ไก๋ปนเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ในเพลงนี้เธอสรุปกับชายหนุ่มของเธอสั้นๆ ด้วยคำว่า “it’s over.” เพลง Notebook เป็นอีกเพลงที่เซนซีทีฟสำหรับผู้หญิง การที่มีความรักและความเจ็บที่เราบอกใครไม่ได้ สิ่งทีเราทำได้ก็เพียงแต่เขียนบันทึกลงในสมุดส่วนตัวเท่านั้น เสียงดนตรีที่สมัยใหม่ กับเสียงคอรัสแบบวัยรุ่นยุครีฮานน่า กลับไปกันได้ดีกับความอ่อนไหวในเพลงนี้ เพลง What You Do ที่เขียนไว้ว่า featuring Ne-Yo เป็นอีกเพลงที่นีโยมาช่วยเขียน แต่ในเพลงมีเสียงเขาเพียงแค่คอรัสเท่านั้น เพลงที่บอกว่าสิ่งที่แสดงให้รู้คือการบอกด้วยการกระทำมากกว่าคำพูด เป็นอีกเพลงที่น่าฟัง ด้วยบีทเสียงปรบมือ เมโลดี้ที่รื่นหู และเสียงสวยงามของ คริสเซ็ท มิเชล
เพลง Blame it on Me เพลงช้าเศร้าๆที่มีพลังมากเหลือเกิน คริสเซ็ทร้องถึงความสัมพันธ์นี้ที่ขอให้ได้จบไปเถิด แล้วเธอจะพูดอะไรก็ได้ จะโทษที่ฉันคนเดียว พูดเลยว่าเป็นความผิดของฉันคนเดียวก็ยังได้ ฉันได้ฟังเพลงนี้เวอร์ชั่นสด ที่เล่นกับเปียโนตัวเดียวในยูทูบ ทำให้ฉันเหมือนถูกสะกดให้นั่งนิ่งๆตั้งใจฟังและจ้องคอมพิวเตอร์ตาไม่กระพริบ เวอร์ชั่นในอัลบั้มก็พีคไม่แพ้กัน ส่วนเพลงช้าอีกเพลงอย่าง All I Ever Think About ฟังดนตรีครั้งแรกฉันแอบนึกถึงเพลงเก่าเพลงหนึ่งของ Mariah Carey เนื่องจากสไตล์ของไลน์เบส แต่ฟังไปฟังมา มันกลับพ้นเพลงนั้นไปอย่างสื้นเชิง ด้วยเมโลดี้และการถ่ายทอดของคริสเซ็ท เธอพาเพลงไปถึงจุดพีคสุดๆ เสียงของเธอในเพลงนี้ฟังราวกับเธอกำลังร้องไห้ไปตลอดทั้งเพลง การร้องที่สะอื้นสุดแสนของเธอ ทำให้ฉันอินไปกับเธอจนแทบร้องไห้ไปพร้อมกับเธอด้วย และเนื้อร้องของเธอในเพลงนี้ก็น่าจะบาดใจใครหลายคนที่ยังต้องการคนๆนั้นของตัวเองกลับคืนมา
เพลง Another One เป็นอีกเพลงหนึ่งที่น่าสนใจมากในอัลบั้ม และเป็นอีกงานที่ร่วมเขียนโดยนีโย เพลงนี้มีเมโลดี้ที่เป็นเอกลักษณ์ มีท่อนฮุคที่เพราะและติดหูได้ง่าย และมีบีทที่ทำให้นึกถึงนีโยได้ไม่ยาก ในเมื่ออยู่กับเธอแล้วมันไม่ได้เรื่อง ฉันก็มีอย่างอื่นที่น่าทำมากกว่า นั่นก็คือ on to another one!! เพลง Mr.Right มีสไตล์แบบโอลสคูล เป็นอีกเพลงที่น่าฟังและน่าโยกตาม เสียงที่ออกสไตล์แจ๊ซซี่ของ คริสเซ็ทแทนที่จะขัดแย้งกัน กลับไปกันได้ดีกับเพลงโจ๊ะๆอย่างน่าแปลก ส่วนเพลง Porcelain Doll ทีร้องขึ้นมากับเปียโน อย่างสุดกรู้ฟ แต่พอบีทกลองขึ้นมาก็ต้องแปลกใจที่ไม่ได้เป็นแบบกรู้ฟวี่อย่างที่คิด กลับเป็นบีทตรงๆแข็งๆ น่าแปลกอีกเช่นกันที่ คริสเซ็ทกลับร้องเพลงโยนๆกับบีทแข็งๆนี้ ได้อย่าง โยน เด้ง อย่างน่าขยับหัวและร่างกายส่วนบนตามเป็นอย่างมาก เพลงนี้ฉันแอบรู้สึกว่าน่ารักความน่ารักอีกอย่างอยู่ตรงที่เธอพูดว่า โอเค ระหว่างท่อนเวิร์สสองด้วย เธอร้องบอกกับคนรักว่าถ้าจะปฎิบัติราวกับฉันเป็นตุ๊กตาของเธอล่ะก็ เสียใจ เราต้องมาตกลงกันใหม่แล้วล่ะ ว่าเธอต้องเคารพฉันเพราะฉันก็เป็นผู้ใหญ่เหมือนกับเธอนั่นแหละที่รัก
เสียงของ Chrisette Michele ที่ออกแจ๊สซี่ อย่างเห็นได้ชัดเป็นเพราะว่าเธอได้แรงบันดาลใจมาจากการฝึกร้องเพลง ของศิลปินแจ๊สที่เธอชื่นชอบมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Ella Fitzgerald, Billie Holiday หรือคนโปรดของเธออย่าง Sarah Vaughan และหากแฟนเพลงฮิปฮอปคนไหนเกิดคุ้นกับเสียงของเธอขึ้นมาแต่ยังนึกไม่ออก เธอก็ร้องเพลงให้กับศิลปินฮิปฮอปมามากมายหลายคน ก่อนที่จะมีมีชื่อเสียงจากอัลบั้มของตัวเอง หลายเพลงก็ปูทางสร้างชื่อเสียงไว้ให้กับเธอแล้ว เช่นเพลง Can’t Forget About You ของ Nas กับเพลง Lost One ของ Jay-Z เป็นต้น
อัลบั้มชุด I am (2007) ของคริสเซ็ท มิเชล ได้รับรางวัล Grammy Award สาขา Best Urban/ Alternative Performance จากเพลง Be OK ที่ทำร่วมกับ will.I.am. จาก Black Eye Peas ไปหมาดๆเมื่อต้นปี 2009 นี้เอง คราวนี้เธอกลับมาอีกครั้งกับ Epiphany ซึ่งหลายคนก็คาดว่า แกรมมี่ คงอยู่ไม่ไกลเอื้อมมือของเธออีกเช่นเคย แต่ถึงกระนั้นแล้ว รางวัลก็คงไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง เพลงจะเพราะหรือไม่เพราะสำหรับฉันคงขึ้นอยู่กับว่ามันเกาะกุมหัวใจของคุณได้แค่ไหน อัลบั้มนี้เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่ดิฉันขอให้คะแนนห้าหัวใจเต็มๆ เป็นการขอบคุณสำหรับอัลบั้มดีๆ ที่ทำให้ค่ำคืนที่แสนหนาวของฉันอบอุ่นขึ้นมาได้ในความรู้สึก ขอบคุณ Chrisette จริงๆค่ะ
Chrisette Michele ร้องเพลง Blame it on Me กับเปียโนตัวเดียว แต่พีคมาก
ตัวอย่างเพลงในอัลบั้มค่ะ
All I Ever Think About - Chrisette Michele
edit @ 11 Jun 2009 15:11:49 by GroovyBee

น่าสนใจ
#1 By tiew@fine on 2009-06-11 14:44